ดอยขะม้อ

ดอยขะม้อบ่อน้ำทิพย์

          บนถนนสายลำปาง-เชียงใหม่ ตรงกิโลเมตรที่ 70 หรือเรียกกันว่า “แยกดอยติ” เป็นทางแยกเข้าสู่ตัวจังหวัดลำพูน ใกล้กับดอยตินี้มีอนุสาวรีย์ของพระครูบาศรีวิชัย พระนักพัฒนาภาคเหนือที่พุทธศาสนิกชนทั่วไปรู้จักดี และตรงทางแยกหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ไกลออกไปจะเห็นภูเขาขึ้นกันสลับซับซ้อน มีอยู่ลูกหนึ่งมีลักษณะสูงและชันโดดเด่นเป็นพิเศษ อยู่ในพื้นที่ของตำบลมะเขือแจ้ นั่นคือดอยขะม้อ เล่าสืบๆ กันมาว่าดอยนี้แต่เดิมเรียกขานกันว่าดอยคว่ำหม้อ เพราะลักษณะรูปทรงสัณฐานดูแล้วเหมือนหม้อที่คว่ำอยู่ และภายหลังเพี้ยนมาเป็นดอยขะม้อ ทุกวันนี้เรียกกันว่า “ดอยขะม้อบ่อน้ำทิพย์”  ที่เรียกดอยนี้ว่าดอยขะม้อบ่อน้ำทิพย์ก็เพราะว่าบนยอดดอยที่สูงและชันมากนั้นกลับมีบ่อน้ำอยู่ มีลักษณะเป็นโพรงหินลึกลงไปบนยอดเขา เห็นเป็นอัศจรรย์ ถือกันมาแต่โบราณว่าเป็นบ่อน้ำทิพย์ หรือบ่อน้ำศักดิ์สิทธ์ ตามตำนานพระเจ้าเลียบโลกได้กล่าวถึงดอยขะม้อไว้ว่า

          เมื่อครั้งพระพุทธองค์ ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ ได้เสด็จจาริกโปรดเวไนยสัตว์ในที่ต่างๆ และได้มาแวะฉันอาหารบนยอดดอยขะม้อนี้ ก่อนที่จะฉันอาหารพระพุทธองค์ได้เสด็จออกบิณฑบาต และได้เสด็จขึ้นไปจัดแจงแต่งดาบาตรบนยอดดอยแห่งหนึ่งอยู่ทิศเหนือของดอยขะม้อ  จัดแจงแต่งดาบาตรนี้ คำเมืองเรียก “ห้างบาตร” ดอยลูกนั้นจึงเรียกขานกันมาแต่โบราณว่า “ดอยห้างบาตร” ดอยห้างบาตรอยู่ในตำบลห้วยยาบ อำเภอบ้านธิ บนยอดดอยห้างบาตรนี้มีพระธาตุเก่าแก่ และรอยบาตรประทับบนแผ่นหิน เมื่อพระพุทธองค์ห้างบาตรเสร็จก็เสด็จออกบิณฑบาตไปตามหมู่บ้านต่างๆ แล้ว ไปแวะพักฉันอาหารบนยอดดอยขะม้อ เมื่อฉันอาหารเสร็จไม่มีน้ำจะเสวย จึงโปรดให้พระอานนท์ไปตักน้ำยังลำห้วยแห่งหนึ่งทางทิศเหนือของดอยขะม้อ พระอานนท์ไปถึงลำห้วยนั้น ลำห้วยก็ตีบตันไปหมด ไม่สามารถตักน้ำได้จึงกลับมากราบทูลพระพุทธองค์ให้ทรงทราบ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ ต่อไปภายภาคหน้าคนทั้งหลายจะเรียกห้วยแห่งนี้ว่า แม่ตีบ” ปัจจุบันเรียกกันมาว่า ห้วยแม่ตีบ ปัจจุบันได้สร้างอ่างเก็บน้ำตามโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระอานนท์ไปยังลำธารแห่งหนึ่งอยู่ทิศใต้ของดอยนี้ไม่ไกลนัก เมื่อพระอานนท์ไปถึงน้ำในลำธารที่ใสสะอาดบังเอิญมีเกวียนผ่านไปเล่มหนึ่ง ทำให้น้ำในลำธารขุ่นข้นไปหมด พระอานนท์นั่งรอท่าอยู่เป็นเวลานานน้ำก็ไม่ใสสักที จึงกลับไปกราบทูลพระพุทธองค์ให้ทรงทราบ พระพุทธองค์ตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ ต่อไปภายภาคหน้าคนทั้งหลายจะเรียกลำธารแห่งนี้ว่า แม่ท่า” ภายหลังเพี้ยนไปเป็น “แม่ทา” พระอานนท์จึงไปยังหนองน้ำอีกแห่งหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของดอยนี้ เมื่อพระอานนท์ไปถึง พญานาคที่รักษาหนองน้ำนั้นก็บันดาลให้น้ำในหนองแห้งไปหมด  พระอานนท์จึงไปกราบทูลพระพุทธองค์ให้ทรงทราบ พระพุทธองค์ตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ต่อไปนี้ภายภาคหน้าคนทั้งหลายจะเรียกหนองน้ำแห่งนี้ว่า หนองแล้ง” ปัจจุบันก็คือหนองแล้ง อยู่ในท้องที่ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน

          เมื่อเป็นดังนี้ พระพุทธองค์จึงอธิฐานแล้วใช้หัวพระหัตถ์ (หัวแม่มือ) กดลงบนแผ่นหินบนดอยขะม้อที่ประทับนั้น ฉับพลันก็กลายเป็นบ่อน้ำ มีน้ำพุ่งขึ้นให้เสวยได้สมพระทัย พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์เมื่อตถาคตดับขันธ์ปรินิพานไปแล้ว ธาตุของตถาคตจะไปตั้งอยู่ใจกลางเมืองหริภุญไชย ในเดือนแปดเป็ง คนทั้งหลายจะพากันมาเอาน้ำในบ่อนี้ไปสรงธาตุของตถาคต”  ดังนั้นตามตำนานจึงเกิดประเพณีตักน้ำทิพย์จากดอยขะม้อเพื่อนำไปสรงพระธาตุเจ้าหริภุญไชย สืบมาจนกระทั่งปัจจุบัน

การกล่าวถึงดอยขะม้อตามหลักฐานที่สามารถเชื่อถือได้ และสืบค้นได้ในปัจจุบันนั้นคือบันทึกของ

หลวงพ่อลี  ธมฺมธโร (พ่อท่านลี วัดอโศการาม) ซึ่งได้ติดตามหลวงปู่มั่นมาพำนักอยู่วัดเจดีย์หลวง ราวปี พ.ศ. 2472-2474 ร่วมสมัยกับครูบาศรีวิชัย ซึ่งขณะนั้นพำนักอยู่ที่วัดสวนดอก ได้กล่าวถึงดอยขะม้อในชื่อว่า ดอยค่อม่อ หรือดอยหัวแม่มือ ไว้ดังนี้

 

“อยู่ต่อมาเมื่อออกพรรษาแล้วได้ ๒ วัน ท่าน (หลวงปู่มั่น) ได้สั่งให้เราไปวิเวกบนหลังดอยจังหวัดลำพูน ซึ่งเคยเป็นที่พักของท่านมาแต่ก่อน ได้พักอยู่ที่ตีนเขาประมาณ ๑๐ กว่าวัน ต่อมาเวลาประมาณบ่าย ๓ โมงได้ปรากฏเหตุการณ์คล้ายๆ กับว่ามีคนมาบอก ได้ยินทางหูขณะกำลังนั่งสมาธิว่า ท่านต้องขึ้นไปอยู่บนยอดเขาในวันพรุ่งนี้ พอรุ่งขึ้น ก่อนเดินทางถึงยอดเขาได้ไปพักอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งเป็นวัดร้างเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ วันใดที่ตรงกับวันพระมักจะปรากฏมีแสงสว่างเกิดขึ้นบ่อยๆ แต่ป่านั้นเป็นป่าลึก มีเสือและช้างชุม เดินทางไปคนเดียว กลัวก็กลัว กล้าก็กล้า แต่เชื่อมั่นในอำนาจธรรมและพระอาจารย์ ได้ค้างนอนอยู่ ๒ คืน ๆ แรกสงบสบายดี คืนที่สองเวลาประมาณ ๑ หรือ ๒ น. ได้มีสัตว์ป่าคือเสือมารบกวน คืนนั้นเป็นอันไม่ได้นอน นั่งสมาธิตัวแข็ง เสือก็เดินวนเวียนอยู่รอบๆ กลด รู้สึกว่าตัวแข็งและมึนชา สวดมนต์ก็คล่องแคล่วเหมือนน้ำไหล ที่ลืมแล้วก็นึกได้ ด้วยอำนาจแห่งการสำรวมจิตและคิดกลัว นั่งอยู่อย่างนี้ตั้งแต่เวลา ๒ น. ถึง ๕ น. เสือตัวนั้นจึงได้หนีไปรุ่งขึ้นได้เดินไปบิณฑบาตในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีบ้านเพียง ๒ หลังคา เจ้าของบ้านออกไปทำสวนชั่วคราว เมื่อพบกับเขา ๆ เล่าว่าเมื่อคืนนี้มีเสือมากินวัว เราก็นึกกลัวมากขึ้น ในที่สุดเมื่อฉันอาหารแล้วได้เดินทางขึ้นไปบนยอดดอย เมื่อขึ้นไปยอดดอยแล้วมองลงไปเบื้องล่างจะแลเห็นพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน ดอยลูกนี้เขาเรียกกันว่า ดอยค่อม่อ (ดอยหัวแม่มือ) บนหลังดอยมีบ่อน้ำลึกแห่งหนึ่ง หยั่งไม่ถึง มีน้ำในสะอาด มีเศียรพระพุทธรูปตั้งอยู่รอบบ่อเดินลงจากพื้นราบ เหยียบหินลึกลงไปประมาณ ๒ เมตรก็ถึงน้ำ เขาเล่ากันว่าเวลามีคนตกลงไปในบ่อไม่จมน้ำ จะดำน้ำก็ดำไม่ได้ ถ้าเป็นผู้หญิงลงไม่ได้เด็ดขาด ขืนลงไปจะต้องมีอาการชัก ดอยนี้ชาวบ้านถือกันว่าเป็นดอยศักดิ์สิทธิ์” (ดังนั้นคำว่าขะม้อน่าจะมาจากคำว่า ค่อม่อ ซึ่งอาจเป็นคำในภาษาโบราณ มากกว่าที่จะแผลงมาจากคำว่า คว่ำหม้อ –ผู้เขียน-)

 

น้ำทิพย์จากดอยขะม้อมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชาวจังหวัดลำพูน เนื่องจากถูกกำหนดให้เป็นน้ำสำหรับสรงพระบรมธาตุหริภุญชัย ซึ่งชาวลำพูนให้ความเคารพนับถืออย่างยิ่ง เป็นมิ่งขวัญ และเป็นจอมเจดีย์ที่สำคัญที่สุดของอาณาจักรล้านนาโบราณ ตามตำนานความเชื่อที่ได้กล่าวมาแล้ว สำหรับพิธีการตักน้ำทิพย์บนยอดดอยวันเวลาในการตักน้ำทิพย์ ตามธรรมเนียมพื้นเมือง จะตักในวันขึ้น 12 ค่ำ ก่อนวันสรงน้ำพระธาตุหริภุญชัย 3 วัน จะนิมนต์พระสงฆ์ จำนวน 9 รูป ขึ้นไปเจริญพระพุทธมนต์ ณ บริเวณยอดดอยขะม้อ  เวลาค่ำมีการทำพิธีบวชพราหมณ์ จำนวน 4 ตน ซึ่งจะต้องนอนค้างคืน 1 คืน และประมาณ เวลา 05.00 น. ของเช้าวันขึ้น 12 ค่ำพราหมณ์ ทั้ง 4 ตน จะได้ลงตักน้ำทิพย์ใส่หม้อน้ำทิพย์ขึ้นเสลี่ยงแบกหามลงมาทำพิธีสมโภช หลังจากนั้นจะจัดขบวนอัญเชิญน้ำทิพย์ดอยขะม้อเข้าเมืองหริภุญชัย เพื่อตั้งสมโภชที่วัดพระธาตุหริภุญชัยเป็นเวลา 3 วัน ก่อนนำขึ้นสรงพระบรมธาตุเจ้า ร่วมกับน้ำสรงพระราชทาน

 

                น้ำทิพย์ดอยขะม้อ เป็นน้ำศักดิ์สิทธ์  ทางราชการจังหวัดลำพูนได้นำเอาน้ำจากบ่อน้ำทิพย์นี้เข้าร่วม ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตั้งแต่รัชกาลที่ 6 เมื่อปีพุทธศักราช 2454 เป็นต้นมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้นจะมีการพลีกรรมตักน้ำจากแม่น้ำ และแหล่งน้ำต่างๆ ที่ถือว่าสำคัญ และเป็นสิริมงคลในมหานครโบราณทั่วทั้งพระราชอาณาจักร มาตั้งทำน้ำพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ณ มหาเจดียสถานที่เป็นหลักของหานครโบราณนั้นๆ แล้วนำขึ้นถวายเป็นน้ำสรงมูรธาภิเษกแด่องค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งมีแม่น้ำ และแหล่งน้ำทั้งหมด 7 แห่ง ได้แก่

1. แม่น้ำป่าสัก ตำบลท่าราบ เมืองสระบุรี

2. ทะเลแก้ว และสระแก้ว เมืองพิษณุโลก

3. น้ำกระพังทอง น้ำพระพังเงิน น้ำกระพังโพยสี น้ำโซกชมภู่ น้ำบ่อแก้ว และน้ำบ่อทอง เมืองสวรรคโลก

4. แม่น้ำนครชัยศรี เมืองนครปฐม

5. บ่อวัดหน้าพระลาน บ่อวัดเสาชัย บ่อวัดเสมาเมือง ห้วยเขามหาชัย ห้วยปากนาคราช เมือง

    นครศรีธรรมราช

6. บ่อน้ำทิพย์ดอยขะม้อ เมืองลำพูน

7. บ่อวัดพระธาตุพนม เมืองนครพนม

 

ในรัชกาลปัจจุบันได้มีการประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำทิพย์ดอยขะม้อ เพื่อนำไปประกอบพระราชพิธีสำคัญมาแล้วได้แก่

1.      พ.ศ. 2493 พิธีราชาภิเษกสมรส พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร

2.      พ.ศ. 2525 พิธีเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี

3.      พ.ศ. 2530 ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมายุครบ 60 พรรษา

4.      พ.ศ. 2531 ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ได้ยาวนานกว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาวที่ 5

5.      พ.ศ. 2539 ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงครองราชย์ครบ 50 ปี

6.      พ.ศ. 2554 ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมายุครบ 84 พรรษา

      พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสรงน้ำมูรธาภิเษก ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

 

น้ำสรงมูรธาภิเษกในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่บรรจุในทุ้งสหัสธารา เจือด้วยน้ำปัญจมหานทีในมัธยมประเทศ น้ำเบญจสุทธคงคา  ซึ่งเคยแต่งเป็นน้ำสรงมูรธาภิเษกสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชมาแต่โบราณกาล นอกจากนี้ ยังเจือด้วยน้ำอภิเษกซึ่งทำพิธีพลีกรรมจากปูชนียสถานสำคัญในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร และปนด้วยน้ำพระพุทธมนต์ปริตรที่พระสงฆ์ราชาคณะ ๑ รูป พระครูปริตร ๔ รูป พระสงฆ์ราชาคณะรามัญ ๑ รูป พระครูปริตรรามัญ ๔ รูป รวม ๑๐ รูป เจริญพุทธมนต์เสกทำน้ำพระพุทธปริตรสำหรับสรงน้ำมูรธาภิเษกนี้ ด้วยการเสกทำน้ำพระปริตร ตั้งพิธีที่พระที่นั่งดุสิดาภิรมย์ในพระบรมมหาราชวัง

       การเสด็จประทับ ณ มณฑปพระกระยาสนาน สรงมูรธาภิเษกสำหรับการพระราชพิธีราชาภิเษกนี้ พระมหากษัตริย์จะผินพระพักตร์สู่ทิศบูรพา เป็นราชประเพณีมาแต่โบราณเพื่อยังความผาสุกสวัสดิพิพัฒนมงคลแก่ทวยอาณาประชาราษฎรทุกหมู่เหล่า และความวัฒนามั่นคงของประเทศชาติ

น้ำทิพย์ดอยขะม้อถูกชักรอกด้วยค้างหงส์ เพื่อนำขึ้นสรงองค์พระบรมธาตุหริภุญไชย

 ในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ (เดือนแปดเป็ง)

 

 

 

บันไดทางขึ้นดอยขะม้อนับรวมกันแล้วได้ 1,749 ขั้น

 

 

 

 

 

 

ดอยขะม้อเมื่อมองจากระยะไกล

บรรยากาศยาค่ำคืนของดอยขะม้อ

ทะเลหมอกบนยอดดอยขะม้อในฤดูหนาว

ภาพถ่ายมุมสูง